Home

รถเข็น


แสดงรถเข็น
รถเข็นของท่านยังไม่มีรายการสินค้า

ล็อกอิน






ค้นหา

การชำระเงิน

paysbuy

BAY BBL KBANK KTB SCB TMB

ตรวจสอบสถานะการส่ง EMS

สถิติผู้เข้าชม

ภาษาไทย (Thai)English
บทความเกี่ยวกับสินค้า


ประโยชน์ของสาหร่ายสไปรูลิน่า

ประโยชน์ที่ได้รับประทาน สาหร่ายสไปรูลิน่า

1. ช่วยลดความเครียด ปวดศีรษะ บำรุงประสาท เป็นอาหารของสมองทำให้กระฉับกระเฉง

2. ลดคลอเลสเตอรอลในเส้นเลือด

3. ลดอาการอักเสบปวดข้อ ปวดประจำเดือน ปวดจากบาดแผลริดสีดวงทวาร

4. เสริมสร้างเซลล์ผิวหนังให้มีสภาพแข็งแรง เสริมสร้างเซลล์ใหม่ของร่างกาย

5. เสริมสร้างความเป็นหนุ่มสาว สร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น

6. เสริมสร้างเส้นผมให้ดกดำ และเส้นผมแข็งแรงลดอาการผมร่วง

7. เสริมสร้างพละกำลังให้กับร่างกาย และนักกีฬา

8. รักษารูปร่างและน้ำหนักให้พอดี

9. บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ โรคโลหิตจาง

10. ป้องกันและบรรเทาโรคตับอักเสบ โรคตับแข็ง

11. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทุกชนิด มีสารกระตุ้นภูมิต้านทานอาจทำลายเซลล์มะเร็งได้

12. ช่วยสร้างแลคโตบาซิลลัส ทำให้การดูดซึมและการย่อยดีขึ้นป้องกันการติดเชื้อ

13. บรรเทาอาการต้อมัวให้หายเร็วขึ้น ต้อกระจก และต้อหินให้มีอาการดีขึ้น

14. ลดพิษของสารปรอท ขับสารพิษในร่างกาย ช่วยลดกลิ่นปาก

15. ช่วยยับยั้งไวรัสเอดส์ สร้างภูมิต้านทานให้ดีขึ้น

16. ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น รักษาความสะอาดในลำไส้

17. ช่วยทำให้บาดแผลทั่วไปหายเร็วขึ้น

18. รักษาแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร การอักเสบทางเดินอาหารควบคุมกรดในกระเพาะอาหาร

19. ปรับระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน

20. รักษาหวัด เสริมสุขภาพในรายที่เป็นหอบหืด

21. บรรเทาอาการเจ็บคอ ทอนซิลอักเสบ

22. เสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ เหมาะสำหรับวัยหมดประจำเดือน

23. ลดอาการปวดไมเกรน ป้องกันโรคเหน็บชา

24. ช่วยให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ ให้มีอาการดีขึ้น

25. ช่วยบรรเทาผู้ที่เป็นโรคเก๊าต์

 
สาหร่ายสไปรูลิน่า

สาหร่ายสไปรูลีน่า อาหารสำหรับศตวรรษหน้า

รศ.เยาวลักษณ์ อัมพรรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ให้ความเห็นในประเด็นนี้ว่า “เพราะสาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นแหล่งอาหารที่ให้โปรตีนสูง เพาะเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว และเก็บเกี่ยวง่าย เราสามารถเพาะเลี้ยงสาหร่ายสไปรูลิน่า แม้ในสถานที่เล็กๆ สาหร่ายก็จะขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ในระยะเวลาไม่นานก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ นั่นคงเป็นเหตุผลของความคาดหมาย ในการเป็นอาหารสำหรับยุคหน้า”  สาหร่ายสไปรูลินาประกอบด้วยสารอาหารหลัก 49 ชนิดด้วยกัน เป็นที่ ยอมรับกันว่าสาหร่ายสไปรูลินาเป็นอาหารในอุดมคติที่ทำให้เกิด ความสมดุล เพราะ ประกอบด้วยสารอาหารที่จำเป็นเกือบทุกอย่าง ท่านจะสามารถ รักษาสภาพสมดุลทางโภชนาการไว้ได้โดย การรับประทานสาหร่ายสไปรูลินาส่วนหนึ่งของอาหารประจำวันของท่าน ร่างกาย ผู้ใหญ่มีความต้องการโปรตีนอย่างต่ำประมาณวันละ 60-70 กรัม ในขณะที่เด็กๆ ที่กำลังเจริญเติบโตต้องการมากกว่านี้คือประมาณกว่า 80-90 กรัมต่อวัน สไปรูลินาจึงเหมาะที่จะเป็นอาหารเสริมในอุดมคติ เหตุผลสำคัญก็คือปริมาณโปรตีนที่มีอยู่มากในสาหร่ายสไปรูลินาถึง 70 เปอร์เซนต์โดยน้ำหนัก ยิ่งไปกว่านั้น อาหารทุกชนิดที่กินเข้าไปจะต้องถูกดูดซึมโดยเซลล์ของทางเดินอาหาร ซึ่งสาหร่ายสไปรูลินามีอัตราการดูดซึมที่ดีเยี่ยมถึง 95% ทั้งนี้ก็เพราะสาหร่ายสไปรูลินาสาหร่ายหลายเซลล์ที่มีผนังเซลล์บางและถูกดูดซึมได้ง่าย ต่างจากคลเรลลาที่มีผนังเซลล์แข็งและหนายากแก่การย่อย

 

สาหร่ายเกลียวทอง เป็นสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว ขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น รูปทรงยาว เป็นเกลียวคล้ายสปริง อุดมด้วยโปรตีนในปริมาณสูง  รวมทั้งวิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ มากมาย  ได้แก่ วิตามินบี 1, วิตามินบี 2, วิตามิน บี3, วิตามิน บี5, วิตามิน บี6, วิตามิน บี12, อิโนซิทอล, กรดโฟลิก, ไบโอติน, แคลเซียม, แมกนีเซียม, ฟอสฟอรัส, เหล็ก, โซเดียม, โปตัสเซียม, คลอไรด์, แมงกานีส, สังกะสี”

ตารางการเปรียบเทียบกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายระหว่างสาหร่ายสไปรูลิน่าและอาหารชนิดอื่นๆ มีดังนี้

 

สารอาหาร

สาหร่าย
สไปรูลิน่า
(แห้ง)

คลอเรลลา

ถั่วเหลือง

เนื้อวัว

ไข่

ปลาทู
ปลาอินทรี

ปริมาณ
มาตรฐาน

โปรตีน

69.5-71%

40-86%

33-35%

18-20%

10-25%

20%


กรดอะมิโน

ไอโซลิวซีน

3.3-3.9

3.9

1.8

0.93

0.67

0.83

4.2

ลิวซีน

5.9-6.5

6.01

2.70

1.7

1.08

1.28

4.8

ไลซีน

2.6-3.3

3.9

2.58

1.76

0.89

1.95

4.2

เมทไธโอนีน

1.3-2.0

0.61

0.48

0.43

0.40

0.58

2.2

ซีสตีน

0.5-0.7

0.48

0.48

0.23

0.35

0.38

4.2

เฟนนีลอะลานีน

2.6-3.3

3.00

1.98

0.86

0.65

0.61

2.8

ไทโรซีน

2.6-3.3

2.53

1.38

0.68

0.49

0.61

0

ทรีโอนีน

3.0-3.6

2.30

1.62

0.86

0.59

0.99

2.8

ทริปโตแฟน

1.0-1.6

0.59

0.55

0.25

0.20

0.30

1.4

วาลีน

4.0-4.6

3.30

1.86

1.05

0.83

1.02

4.2

 

ตัวอย่างวิตามินและโปรตีนในสาหร่ายสไปรูลิน่า จากงานค้นคว้าของ ดร.ดนัย ลิมปดนัย ซึ่งค้นคว้ามาจากงานศึกษาของ Herikson 1997 (1) และ Nakayama 1981 (2)

วิตามิน

ปริมาณต่อ
น้ำหนักแห้ง
100 กรัม

แร่ธาตุ

ปริมาณต่อ
น้ำหนักแห้ง
10 กรัม (1)

ปริมาณต่อ
น้ำหนักแห้ง
10 กรัม (2)

เบต้า-แคโรทีน

220,000 IU

แคลเซียม

70

13.15

วิตามิน E

10 IU

เหล็ก

10

5.8

วิตามิน B1

3.1 มก.

ฟอสฟอรัส

80

89.42

วิตามิน B2

3.5 มก.

แมกนีเซียม

40

19.15

วิตามิน B3

1.46 มก.

สังกะสี

0.3

0.39

วิตามิน B6

80 ไมโครกรัม

เซเลเนียม

0.01

0.004

วิตามิน B12

320 ไมโครกรัม

แมงกานีส

0.5

0.25

โฟลาซิน

10 ไมโครกรัม




ไบโอติน

5 ไมโครกรัม




 

 

สารอาหารที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย กรดอะมิโนบางอย่างร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้ แต่มีอยู่ในสาหร่ายสไปรูลิน่า เช่น ไอโซลิวซีน ลิวซีน ไลซีน เมทไธโอนีน เฟนนีลอะลานีน ทรีโอนีน ทริปโตแฟน และวาลีน แต่บางอย่างร่างกายก็สามารถสังเคราะห์ได้เอง เช่น ไทโรซีน ในส่วนของวิตามินและแร่ธาตุนั้น เป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย และอาจหาได้จากอาหารในชีวิตประจำวัน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าในการเป็นอาหาร ของสาหร่ายสไปรูลิน่าลดน้อยลงแต่อย่างใด พืชชนิดนี้ยังคงเปี่ยมด้วยคุณค่าอาหาร เหมือนกับที่เคยเป็นมาเมื่อครั้งสมัยโบราณ

ปัจจัยที่ก่อเกิดความแตกต่าง

สายพันธุ์ เนื่องจากสาหร่ายสไปรูลิน่า มีมากถึง 35 สายพันธุ์ ซึ่งมีองค์ประกอบและคุณสมบัติแตกต่างกันไป การเลือกสายพันธุ์ที่ให้คุณค่าสูงมาเป็นเชื้อพันธุ์ ย่อมจะนำมาซึ่งอาหารที่ให้คุณค่ามากกว่าสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติด้อยกว่า

การเพาะเลี้ยง สาหร่ายสไปรูลิน่านั้นมีเทคนิคการเพาะเลี้ยงที่แตกต่างกันตามความชำนาญของผู้ผลิต สาหร่ายสไปรูลิน่ามีสายพันธุ์ที่สามารถเติบโตได้ในน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม แต่ที่สำคัญ คือ น้ำที่ใช้เลี้ยงนั้นต้องบริสุทธิ์ เนื่องจากสาหร่ายจะดูดซึมสารปนเปื้อนในน้ำเข้าไปสะสมในร่างกาย

กรรมวิธีการเก็บเกี่ยวและบรรจุ การเก็บเกี่ยวและบรรจุที่แตกต่างกัน จะได้สาหร่ายที่มีคุณค่าแตกต่างกัน วิตามิน และโปรตีนบางชนิดอาจสูญเสียไปกับขั้นตอนต่างๆ กว่าจะมาถึงมือคุณในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ปัจจัยเหล่านี้ เป็นตัวบ่งชี้ความแตกต่างของคุณภาพ ซึ่งไม่มีปัจจัยใดเลยที่ผู้บริโภคจะสามารถพิสูจน์ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องใช้การตรวจสอบในห้องแล็บ จึงจะทราบถึงสารอาหารที่มีอยู่หลังผ่านกระบวนผลิตและบรรจุ ดังนั้น ความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตจึงมีความสำคัญอย่างมาก

 

สารอาหารต่างๆ ที่มีอยู่ในสไปรูลินา มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

  • ท้องผูกเรื้อรัง นำมาซึ่งโรคร้ายต่อมาในภายหลัง

มิสเตอร์ เกรย์ ได้เขียนไว้ในหนังสือ The Colon Health Hand Book ว่า สาหร่ายสไปรูลินาจะช่วยเพิ่มแลคโตบาซิลลัสในลำไส้ซึ่งช่วยย่อยอาหารและดูดซับสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้ กระตุ้นการบีบ  รัดลำไส้ส่วนปลายให้ขับถ่ายได้ดีขึ้น โรคร้ายต่างๆ มักมีอาการท้องผูกร่วมอยู่เสมอ เช่น โรคหัวใจ ,ความดันโลหิต , โรคอ้วน , หอบหืด , ภูมิแพ้ , มะเร็ง  หรือแม้กระทั่งอาการปวดเมื่อย , เวียนศรีษะ , สิว ฝ้า  ผิวพรรณหม่นหมอง เป็นต้น

 

  • ภูมิคุ้มกันในร่างกาย

สาหร่ายสไปรูลินา มีสารสีน้ำเงินที่เรียกว่า ไฟโคไซยานิน ซึ่งช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดีขึ้น ไม่ป่วยง่าย

 

  • เหมาะกับผู้รับประทานมังสวิรัติ

นักมังสวิรัติรับประทานผักเป็นหลัก จึงมักขาดวิตามิน B12 ซึ่งหาได้น้อยมากในพืช อันเป็นต้นเหตุของโรคโลหิตจาง ชนิดเฉียบพลัน (Malignant) B12 ส่วนมากได้จากน้ำปลา , กะปิ , เนื้อสัตว์ และตับ โดยตับจะมีวิตามิน B12 อยู่มาก สำหรับสาหร่ายสไปรูลินามีวิตามิน B12 มากกว่าตับวัวถึง 2.5 เท่า

 

  • มีกรดไขมันจำเป็น GLA (Gamma linolenic acid)

GLA (Gamma linolenic acid) ปกติจะมีมากในนมมารดา และ สาหร่ายสไปรูลินา ประโยชน์ของ GLA มีดังนี้

o   ลดคลอเลสเตอรอล

o   ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

o   ลดอาการไม่พึงประสงค์ก่อน และหลังมีประจำเดือน

o   ป้องกันโรคข้อต่างๆ

 

  • ผู้ที่อยู่ระหว่างการลดน้ำหนัก

สาหร่ายสไปรูลินา มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่มากมาย ครบ 5 หมู่ ถูกย่อยและดูดซึมได้ง่าย จึงฟื้นพลังได้ฉับไว

ผู้ที่ลดน้ำหนักโดยรับประทานแป้งให้น้อย , ออกกำลังกายให้มาก , หลีกเลี่ยงอาหารมันๆ จึงเลือกรับประทานสาหร่ายสไปรูลินา เพื่อเสริมส่วนที่ร่างกายขาดหายไปจากการควบคุมอาหาร วิธีนี้น้ำหนักจะลดลงอย่างช้าๆ แต่ร่างกายไม่ทรุดโทรม

 

  • เบาหวาน

สัญญาณแรกของคนเป็นเบาหวาน คือ กระหายน้ำ, ปัสสาวะบ่ยและมีปริมาณมาก ,ขาดสมาธิ ,ง่วงนอนหลังอาหารกลางวัน , หิวบ่อย , น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ การรักษาเบาหวานเบื้องต้น คือ การควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด พร้อมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ   การใช้สาหร่ายสไปรูลินาเป็นอาหารเสริม ปรากฎว่าปริมาณน้ำตาลใน เลือดของคนไข้ลดลงสู่ปกติใน 60 วัน

 

  • โรคกระเพาะอักเสบ และแผลเปื่อยในกระเพาะ

ศาสตร์จารย์ ดร. โตโมกิชิ   ซาไก  แพทย์ญี่ปุ่น ให้สาหร่ายแก่คนไข้ที่ทุกข์ทรมานด้วย โรคกระเพาะ , ท้องอืด , ท้องเฟ้อ ปรากฎว่าอาการปวดท้อง , ไม่สบายท้อง หายเป็นปลิดทิ้งในเวลาไม่กี่วัน ทั้งนี้ เพราะคลอโรฟิลล์ที่มีอยู่ในสาหรค่ายสไปรูลินา สามารถสมานแผลและรักษาอาการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหารได้

 

  • โรคโลหิตจาง เนื่องจากขาดธาตุเหล็ก

มักพบผู้ป่วยในเด็ก , คนชรา , สตรี   โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษา , พนักงานออฟฟิศ ที่รับประทานอาหารไม่ครบส่วน , ดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป , (เสียเลือดเนื่องจากการคลอดบุตร , ผ่าตัด และการมีประจำเดือน แก้ไขโดยการรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลลอรี่สูง มีโปรตีนและวิตามินมาก รวมทั้งธาตุเหล็ก และ ธาตุอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่มีอยู่พร้อมในสาหร่ายสไปรูลินา

 

  • โรคตา (ต้อกระจก , ต้อหิน , เยื่อเรตินาอักเสบ )

แพทย์ญี่ปุ่น ได้สรุปไว้ว่า การรักษาตาให้ได้ผลดี นอกจากรักษาตามแผนปัจจุบันแล้ว ยังต้องดำเนินชีวิตประจำวัน ให้ถูกต้องตั้งแต่การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ , ไม่ดูทีวี , สวมแว่นกันรังสีแสง , ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เขาได้รักษาคนไข้โดยให้รับประทานยาแผนปัจจุบัน และให้ยาหยอดตาร่วมับให้รับประทานสาหร่ายสไปรูลินา ปรากฎว่าได้ผลดีมากถึง 90%

 

  • ผู้สูงอายุ ดูแลสุขภาพโดยรับประทานสาหร่ายสไปรูลินา

คนญี่ปุ่นอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป มักจะรับประทานสาหร่ายสไปรูลินา วันละ 4 กรัม (ชนิด 200 มก. จำนวน 20 เม็ด)เพื่อทดแทนการขาดสารอาหาร ปรากฎว่าค่ารักษาโรคในโรงพยาบาลของคนญี่ปุ่นมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าคนอเมริกัน

 

  • การขาดสารอาหารในเด็ก

เด็กที่ขาดสารอาหารในชนบทยากจน โตโก (Togo) ได้รับประทานสาหร่ายสไปรูลินา วันละ 10-15 กรัม โดยผสมในอาหาร ปรากฎอาการดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์

 

  • ภูมิแพ้

สาหร่ายสไปรูลินา อุดมด้วยคลอโรฟิลล์ ซึ่งมีสรรพคุณต่อต้านโรคภูมิแพ้ของร่างกาย

 

  • ความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ จากการศึกษาของสถาบันมะเร็งแห่งชาติอเมริกา (NCI) ได้แสดงให้เห็นว่า การรับประทานพืชที่มีเบตาแคโรทีนสูง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทุกชนิด สาหร่ายสไปรูลินา มีเบต้าแคโรทีนอยู่มาก มากกว่าแครอที่ถือว่ามีเบต้าแคโรทีนสูงอยู่แล้ว กว่า 10 เท่า โดยที่เบต้าแคโรทีนมีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ

ผลการศึกษาวิจัยโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติใสหรัฐอเมริกาพบว่าการได้สาร เบต้าแคโรทีนในปริมาณ 6 มิลลิกรัมต่อวันอาจจะนำไปสู่การลดความเสี่ยงในการ เกิดมะเร็ง ท่านสามารถรับประทานเบต้าแคโรทีน 6 มิลลิกรัมอย่างปลอดภัย และโดยสะดวกเพียงแต่รับประทานสาหร่ายสไปรูลินาในปริมาณมาตรฐาน   4 กรัมต่อวัน ท่านก็จะได้วิตามินบี เหล็กและแคลเซียมอย่างพอเพียง ทั้งนี้เพราะการรับประทานสาหร่ายสไปรูลินา4 กรัม จะได้รับปริมาณสารอาหารและแร่ธาตุเทียบเท่ากับหรือมากกว่าการรับประทานผักสดถึง 100 กรัม

 

  • พิษในไต เนื่องจากปรอทและยา

เชื่อกันว่าสารสีน้ำเงินทีมีในสาหร่ายสไปรูลินา ที่เรียกว่า ไฟโคไซยานิน ทำหน้าที่กำจัดพิษ

 

  • สาหร่ายสไปรูลินาช่วยสร้างแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus)

แลคโตบาซิลลัส ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่เป็นมิตรแก่มนุษย์นั้นมีประโยชน์ ช่วยในการย่อย และดูดซึมให้ดีขึ้น (better digestion and absorption) ป้องกันการติดเชื้อ (protection from infection) และ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน (stimulation of the immune system)

 

  • โรคตับอักเสบ

ตับ เป็นอวัยวะที่ใหญ่ และ สำคัญที่สุดของร่างกาย มีหน้าที่มากมายกว่า 500 อย่างหนึ่งในหน้าที่เหล่านั้น คือ การกำจัดพิษออกจากร่างกาย  ทุกวันนี้คนเป็นโรคตับกันมากขึ้นจากสาเหตุการติดเชื้อ การรับประทานอาหารไม่เหมาะสม ดื่มเหล้ามากเกินไป หรือรับประทานยารักษาโรคเป็นเวลานานๆ  จากการทดลองของ พาเทค (Pateck) ได้รักษาโรคตับแข็งด้วยอาหารที่มีโปรตีน และ แคลลอรี่สูงๆ ปรากฎว่าได้ผลดีมาก สาหร่าายสไปรูลินา ซึ่งมีโปรตีนชั้นดีอยู่ในปริมาณสูง พร้อมวิตามิน , เกลือแร่ต่างๆ มากมายจึงเหมาะกับการป้องกัน โรคตับได้อย่างดี

 

  • อาหารสมอง

ผู้คนรู้สึกมีพละกำลังมากขึ้น , จิตใจแจ่มใสขึ้นหลังจากรับประทานสาหร่ายสไปรูลินาไป ระยะหนึ่ง เพราะสาหร่ายสไปรูลินา มีองค์ประกอบธาตุอาหารต่างๆ สามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างสาร และ ฮอร์โมนเพื่อไปเลี้ยงสมอง อันได้แก่ กรดอะมิโน ครบ 8 ชนิดที่ร้างกายสร้างเองไม่ได้ แต่จำเป็นสำหรับร่างกาย เมื่อสมองได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ย่อมส่งผลต่อการทำงานชองระบบประสาทต่างๆ ในร่างกาย ให้ทำงานอย่าง มีประสิทธิภาพ จึงดูสดชื่นแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา

 

ข้อมูลจาก : ห้องปฏิบัติการวิจัยสาหร่ายประยุกต์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 3 เมษายน 2546, 7 กรกฎาคม 2004

 
ขมิ้นชัน
 

สาระน่ารู้ จากอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา นักธรรมชาติบำบัด

ขมิ้นชันมีประโยชน์และสรรพคุณหลายประการดังนี้

ขมิ้นชันมีวิตามิน เอ ซี อี ที่เข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำงานพร้อมกันทั้งสามตัว จึงมีผลช่วยลดไขมันในตับ – สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร – ช่วยย่อยอาหาร – ทำความสะอาดลำไส้ – เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ – ต้านสารอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดมะเร็งตับ – สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง – กำจัดเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารที่กินเข้าไปแล้วสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง – ช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังการคลอดบุตรได้ดี รองมาจากการกินหัวปลี

กินขมิ้นชันให้ตรงเวลา ที่อวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายเปิดการทำงานในช่วงเวลานั้น จะได้ผลตรงกับประเด็นที่ต้องการจะบำรุง หรือแก้ไขฟื้นฟูระบบของอวัยวะ กินเพียง 1 แคปซูลเท่านั้น จะออกฤทธิ์มากกว่าเวลาอื่นถึง 40 เท่าตัว แต่ถ้ามีปัญหาหลายอย่างก็กินครั้งละ 1 แคปซูล ทุกๆ 2 ชั่วโมง ถ้ากินขมิ้นจำนวนมาก ส่วนที่เหลือจะไปขับไขมันในตับ

นาฬิกาชีวิต (ความสัมพันธ์ของอวัยวะกับเวลา)

ช่วงเวลา

03.00-05.00 น.

05.00-07.00 น.

07.00-09.00 น.

09.00 – 11.00 น

เป็นเวลาของ

ปอด

ลำไส้ใหญ่

กระเพาะอาหาร

ม้าม

ช่วงเวลา

11.00-13.00 น.

13.00-15.00 น.

15.00-17.00 น.

17.00 – 19.00 น

เป็นเวลาของ

หัวใจ

ลำไส้เล็ก

กระเพาะปัสสาวะ

ไต

ช่วงเวลา

19.00-21.00 น.

21.00-23.00 น.

23.00-01.00 น.

01.00 – 03.00 น

เป็นเวลาของ

เยื่อหุ้มหัวใจ

พลังงานรวม

ถุงน้ำดี

ตับ

กินขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้จะได้ผลโดยตรงกับอวัยวะส่วนนั้น

เวลา 03.00 – 05.00 น.

ช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรง ช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง

เวลา 05.00 – 07.00 น.

ช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่ ถ้าเคยกินยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้กินขมิ้นชันเวลานี้ ขมิ้นชันจะฟื้นฟูปลายประสาทของลำไส้ใหญ่ ต้องกินเป็นประจำ ถึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อขับถ่ายอย่างปกติ แก้ปัญหาลำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก หรือลำไส้ใหญ่มีปัญหาถ่ายมากเกินไป หรือถ่ายน้อยเกินไป

ถ้าลำไส้ใหญ่ไม่มีปัญหา ให้กินขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิร์ต + นมสด + น้ำผึ้ง + มะนาว หรือน้ำอุ่นก็ได้ จะไปช่วยล้างผนังลำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็กๆ อยู่เป็นล้านๆ เส้น ซึ่งขนเหล่านี้มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเพื่อไปสร้างเม็ดเลือด ขมิ้นชันจะช่วยล้างให้สะอาดได้ ก็จะไม่ค่อยมีขยะตกค้าง จึงไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว และจะไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวาร ไม่เป็นมะเร็งลำไส้

เวลา 07.00 – 09.00 น.

ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร เกิดจากการกินข้าวไม่เป็นเวลา ท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม

เวลา 09.00 – 11.00 น.

ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลในปาก อ้วนเกินไป ผอมเกินไป ที่เกี่ยวข้องกับม้าม ลดอาการเป็นเก๊าท์ ลดอาการเบาหวาน

เวลา 11.00 – 13.00 น.

จะช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ถ้าเลย 11.00 น. ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับ แล้วตับจะส่งมาที่ปอด ปอดจะส่งไปที่ผิวหนัง แต่ส่วนมากมาไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป อวัยวะส่วนอื่นจะดึงไปใช้งานก่อนเลยมาไม่ถึงผิวหนัง จึงต้องลงขมิ้นทางผิวช่วยอีกทางหนึ่งด้วย

เวลา 13.00 – 15.00 น.

ช่วยแก้ปัญหาเรื่องปวดท้องบ่อย เพราะมีไขมันเกาะลำไส้เล็ก ไขมันที่เคลือบลำไส้จะเคลือบขยะเอาไว้ด้วยแล้วสะสมตัวกัน ทำให้เกิดแก๊สและมีอาการปวดท้องตอนบ่ายในช่วงเวลานี้ ถ้ากินสูตรโยเกิร์ต + นมสด + น้ำผึ้ง + มะนาว และขมิ้นชัน จะช่วยล้างลำไส้เล็กได้ดีที่สุด สูตรโยเกิร์ตนี้ตัวจุลินทรีย์จะช่วยเปลี่ยนขยะในลำไส้เล็กให้เป็น บี 12 เพื่อส่งไปเลี้ยงสมองต่อไป

เวลา 15.00 – 17.00 น.

ช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรกินน้ำกระชายเวลานี้ด้วย จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแร็ง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงื่อออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้

กินเลยเวลาจากช่วงเวลานี้ จนไปถึงการกินก่อนนอน ขมิ้นชันจะไปช่วยเรื่องความจำให้ความจำดี ช่วยขับไขมันในตับระหว่างเวลา 01.00 – 03.00 น. ตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าจะไม่ค่อยเพลีย และช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น กินขมิ้นชันมากจะช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ผิวหนังไม่เป็นผดผื่นคันง่ายๆ

กินขมิ้นชัน แบบผงหรือบรรจุแคปซูล ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานและสะอาดเชื่อถือได้ ไร้สารเคมี ไม่มีสเตอรอยด์ที่เกิดจากการอบแห้งด้วยความร้อนเกิน 65 องศา ควรตัดสินใจเอง เพราะเราจะต้องกินทุกวัน ก็ควรกินให้ปลอดภัยและสบายใจ  ขมิ้นชันยังช่วยดูแลเซลล์ต่างๆ ที่ฉีกขาด ก็จะไปเชื่อมให้ และไปกวาดขยะ กวาดไขมันมา กองไว้ ถ้าจะอุ้มขยะไปทิ้งโดยการชับถ่ายก็กินอาหารปกติ เช่น พืช ผัก ผลไม้ ที่มีกากใย หรือกินน้ำลูกสำรอง (พุงทลาย) เพื่ออุ้มไขมัน อุ้มแก๊สไปทิ้ง

o  คนธาตุเบา แสดงว่ามีการระคายเคือง อักเสบ เป็นแผลเรื้อรังบางอย่างที่ผนังลำไส้เป็นอาจิณ

o  คนธาตุหนัก แสดงว่าปลายประสาทลำไส้ใหญ่เสื่อม อาจเกิดจากการกินยาถ่ายเป็นประจำ หรือกินน้ำน้อย ทั้งธาตุเบาและธาตุหนักไม่ดีทั้งคู่ ถ้าเป็นอย่างนี้แสดงว่ามีปัญหาที่ลำไส้  และปลายประสาทลำไส้ใหญ่ผิดปกติ หากปล่อยไว้วันข้างหน้าจะมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ควรกินขมิ้นชันเป็นประจำ เพื่อค่อยๆปรับให้เข้าที่ แล้วกลับมาถ่ายอย่างปกติ

 
ขมิ้นชัน
นักวิจัยต่างชาติสนใจสารสกัด ขมิ้นชันของไทยที่อภ. ผลิตได้ วิจัยต่อยอดรักษาอัลไซเมอร์ ทีเซลส์เผยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ป่วยเป็นอัลไซเมอร์แล้วกว่า 1ล้านกว่าราย เตือนกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมก่อนวัย ทั้งผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ให้ระวังอาหารทอด ผัด มัน

 
       วันที่ 17 ธันวาคม นพ.ธงชัย ทวิชาชาติ กรรมการมูลนิธิอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้หารือกับ ศ.นพ.แกรี่ สมอลล์ จิตแพทย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียลอสแองเจลิส ผู้ค้นพบแนวทางการวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ด้วยการสแกนสมอง โดย ศ.นพ.แกรี่มีความสนใจในการนำสมุนไพร โดยเฉพาะขมิ้นชันมาใช้ในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ ทั้งนี้จึงได้เสนอให้องค์การเภสัชกรรมนำสารสกัดจากขมิ้นชันที่ผลิตได้เองไป ให้นพ.แกรี่ศึกษาวิจัยต่อไป ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการเจรจาหารืออยู่
       
       " ศ.นพ.แกรี่สนใจศึกษาขมิ้นชันมาก เนื่องจากขมิ้นชันมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีส่วนในการไม่ทำให้เซลล์สมองตาย ซึ่งขมิ้นชันถือว่ามีสารดังกล่าวในปริมาณมาก แต่นพ.แกรี่ยังไม่สามารถหาวัตถุดิบขมิ้นชันที่มีคุณภาพได้ อีกทั้งในต่างประเทศขมิ้นชันมีราคาแพงมาก จึงเหตุว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ขมิ้นชันของไทยที่อภ.สกัดได้นั้นจะสามารถมีส่วน ในการวิจัยความคืบหน้าทางการแพทย์ในครั้งนี้ด้วย"นพ.ธงชัย กล่าว
       
       นพ. ธงชัย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ศ.นพ.แกรี่จะศึกษาต่อไปว่าจะมีกรรมวิธีใดที่จะทำให้สารต้านอนุมูลอิสระจาก ขมิ้นชันสามารถเข้าสู่น้ำไขสันหลัง ส่งไปยังสมองโดยตรงได้มากขึ้น จากเดิมที่สามารถส่งต่อไปถึงสมองได้น้อย จึงจำเป็นต้องพัฒนาให้สารดังกล่าวจากขมิ้นชันมีโมเลกุลเล็กลงและสามารถเข้า สู่สมอง เพื่อให้เนื้อเซลล์สมองไม่ตาย
       
       ด้าน นายจรัญ จักรวาลชัยศรี รักษาการณ์ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีวิวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย(ที เซลส์) กล่าวว่า ปัจจุบันร้อยละ 60 ของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมของผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปจะป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งคาดว่า ในปี 2550 คาดว่าจะมีผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมประมาณ 2.1 ล้านคน และคาดว่าจะมีผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ประมาณ 1 ล้านกว่าราย และจากการศึกษาระบาดวิทยาถึงสถิติความชุกของโรคอัลไซเมอร์ในประชากรโลก พบว่ามีร้อยละ 10 ของผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี และจะมีอัตราเป็นโรคสูงถึงประมาณ ร้อยละ 20 หากมีอายุเกิน 90 ปี ขณะนี้ทั่วโลกพบผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ประมาณ 26 ล้านกว่าคน
       
       " โรคอัลไซเมอร์ เกิดจากเนื้อสมองหรือเซลล์ของสมองตาย เมื่อเป็นแล้วไม่มีวันหาย ลักษณะเด่นที่สำคัญของโรคนี้ คือจะมีอาการสับสน ไม่สามารถปฏิบัติงานที่เคยทำตามปกติได้ บางรายมีอาการก้าวร้าวทุบตีคนดูแล บางรายจำทางกลับบ้านไม่ได้ จึงทำให้เกิดปัญหาผู้สูงอายุหายออกจากบ้าน แต่อาการจะเริ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัย หรือสังเกตอาการผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ ผู้ป่วยก็จะมีอาการหนัก ในระยะท้ายของโรคจะสูญเสียความจำทั้งหมด เป็นปัญหาที่สำคัญมากทั้งตัวผู้ป่วยทำให้ขาดคุณภาพชีวิต ส่วนผู้ดูแลเกิดความเครียด โรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลกรวมทั้งไทยด้วย เนื่องจากประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น" นายจรัญ กล่าว
       
       ศ.พญ.นันทิกา ทวิชาชาติ กรรมการเลขานุการมูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ไม่ได้กระทบกระเทือนแค่เฉพาะเรื่องของความทรงจำเท่า นั้น แต่ในบางรายมีพฤติกรรมทางอารมณ์ที่รุนแรง มีผลทางด้านจิตใจ บางรายซึมเศร้า หวาดระแวง ก้าวร้าว เป็นภาวะของผู้ดูแล บางรายถึงขนาดทุบตีทำให้ผู้ดูแลไม่เข้าใจ ดังนั้นจึงจัดตั้งมูลนิธิฯเพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานองค์ความรู้กับนานา ชาติ รวมถึงวิจัยพัฒนาองค์ความรู้ และเป็นแหล่งวิชาการให้ตระหนักถึงโรคดังกล่าว และผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถได้รับองค์ความรู้
       
       " มูลนิธิฯ มีเป้าหมายที่จะสร้างระบบเฮลท์แคร์ที่รับดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ในลักษณะบ้านพัก ในกรณีที่ผู้ดูแลไม่ว่างในช่วงระยะเวลาหนึ่งอาจจะ 1-2 สัปดาห์ หรืออาจจะเป็นการดูแลแบบเช้ามาเย็นกลับก็ได้ อย่างน้อยก็เป็นการรวมกลุ่มผู้ป่วยเพื่อฝึกความทรงจำ ซึ่งหากมูลนิธิฯมีการบริจาคเข้ามากๆก็อยากให้เป้าหมายส่วนนี้เกิดขึ้น"ศ.พญ. นันทิกา กล่าว
       
       ขณะที่ คุณหญิงอุไรวรรณ ศิรินุพงศ์ รองประธานมูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า มูลนิธิฯได้ร่วมกับทม.จัดโครงการ สร้างสรรค์ค์สังคมไทย ห่างไกลอัลไซเมอร์ ที่สวนลุมพินี ในวันที่ 21 ธ.ค. 2551 นี้ ตั้งแต่เวลา 6.00 น.-18.00 น.เพื่อเป็นการสร้างกระแสสังคมไทยรู้จักกับโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์และการ ป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้ สำหรับภายในงานจะมีนิทรรศการและกิจกรรมเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ มากมาย เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว
       
       "นับ วันคนไทยจะเป็นโรคสมองเสื่อมมากขึ้น สาเหตุสำคัญเกิดมาจากวิถีความเป็นอยู่และการกินอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภททอด ผัด มีไขมันและแป้งมากเกินไป โดยผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมักมีอาการก่อนอายุ 60 ปี แต่ยังปรากฏอาการไม่ชัดเจน กลุ่มที่เสี่ยงจะเป็นโรคสมองเสื่อมและพบก่อนอายุ 60 ปี ได้แก่ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังอาหารจำพวกของทอด ผัด มัน หากอยากกินเนื้อสัตว์ ขอให้เลือกเนื้อปลาแทน และกินข้าวเป็นหลัก ไม่กินแป้ง ส่วนผักผลไม้ซึ่งมีมากในประเทศไทยนั้น ผักกินได้เกือบทุกประเภท ยกเว้นผลไม้ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความหวานมาก จะต้องเลือกบริโภคผลไม้ที่ไม่มีน้ำตาลมาก เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล ชมพู่ ส้มโอ"คุณหญิงอุไรวรรณ กล่าว
       
       คุณหญิง อุไรวรรณ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จากการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตกระฉับกระเฉง ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น การเดิน จะทำให้หลอดเลือดไปเลี้ยงสมองเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง สามารถลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคสมองเสื่อมได้ร้อยละ 60 นอกจากนี้ผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการเผาผลาญออกซิเจนให้เป็นพลังงานแก่ร่างกาย ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย ชะลอความชราได้

จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 17 ธันวาคม 2551 

 
คลอโรฟิลล์จากต้นข้าวสาลีอ่อน

คลอโรฟิลล์ ที่ได้จากการคั้นน้ำจากต้นข้าวสาลีอ่อนจะมีปริมาณสูงถึง 70% นายแพทย์ ยอร์จ โคลเล่อ ได้บรรยายต่อที่ประชุม วิชาการแพทย์ว่าในอนาคต มนุษย์เราจะพยายามขวนขวายหาพลังสุริยะ จากพืชเพื่อนำมาฟื้นฟูสมรรถภาพ ร่างกายน้ำคั้นจากต้นข้าวสาลี อุดมไปด้วยสารคลอโรฟิลล์สดๆ และสามารถนำมาดื่มได้อย่างปลอดภัย หรืออาจนำไปรับประทานในรูปอื่น ๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีผลร้ายต่อร่างกาย กล่าวกันว่า คลอโรฟิลล์ เปรียบเสมือนเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตต้นพืช โมเลกุลของคลอโรฟิลล์มีความคล้ายคลึง กับโมเลกุลของเม็ดเลือดแดงของมนุษย์ คลอโรฟิลล์ เป็นต้นกำเนิดของชีวิตพืชทั้งมวล 

คลอโรฟิลล์ เป็นน้ำหล่อเลี้ยงที่เปี่ยมไปด้วยพลังสุริยะ คลอโรฟิลล์ เป็นยาขนานวิเศษที่ธรรมชาติประทานให้มาเพื่อช่วยบำบัดอาการผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ทั้งภายใน และภายนอก

คลอโรฟิลล์ ให้ความอยู่รอดแก่ชีวิต เนื่องจากให้สารอาหารที่เปี่ยมด้วยพลังแก่ร่างกายโดยที่ร่างกายไม่จำเป็นต้องสูญเสียพลังงานในการรับสารอาหารวิเศษนี้มา คลอโรฟิลล์ ดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อนำมาสร้างน้ำตาล แป้ง และโปรตีนวงการวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า คลอโรฟิลล์ไม่เพียงแต่ไปหยุดยั้งการเจริญเติบโตระงับการแพร่ของเชื้อแบคทีเรียเท่านั้นแต่ยังมีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับเม็ดเลือดแดงในร่างกายมนุษย์อีกด้วย 

จากการศึกษาทดลองที่ได้ทำขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1911 ได้พบว่าคลอโรฟิลล์มีสูตรโครงสร้างทางเคมีคล้ายคลึงกับโครงสร้างของฮีโมโกลบินที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง สิ่งที่แตกต่างกัน เพียงอย่างเดียวก็คืออะตอมของธาตุที่ประกอบเป็นสารฮีโมโกลบิน นั้นคือธาตุเหล็ก ส่วนในคลอโรฟิลล์ นั้นเป็นธาตุแมกนีเซียมโมเลกุลของฮิมินท์ในเม็ดเลือดแดง โมเลกุลของคลอโรฟิลล์

คลอโรฟิลล์จากวีทกลาส (ต้นข้าวสาลี) ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง จากการศึกษาทดลองในสัตว์ทดลองหลายชนิด ได้พบว่า คลอโรฟิลล์ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ต่อร่างกายมนุษย์ทั้งสิ้น เมื่อรับประทานคลอโรฟิลล์เข้าไปเพียง 4-5 วันติดต่อกัน ปริมาณเม็ดเลือดแดงที่สูญเสียไปจะกลับคืนสู่ระดับปกติ หรือแม้แต่ในสัตว์ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีอาการของโลหิตจาง หรือมีปริมาณเม็ดเลือดแดงต่ำกว่าปกติ  ในการทดลองในห้องทดลองที่ได้ทำกันอย่างกว้างขวางได้ชี้ให้เห็นว่าเมื่อร่างกายได้รับสารคลอโรฟิลล์เข้าไป การทำงานของเซลล์เนื้อเยื่อและการฟื้นคืนสภาพของเซลล์ จะเป็นไปอย่างแข็งขันและเร็วขึ้น

คลอโรฟิลล์ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของน้ำคั้นชนิดขี้ผึ้งหรือผงจะมีสรรพคุณอย่างน่าทึ่งในการใช้รักษาแผลติดเชื้อเรื้อรังหรือแผลพุพองโดยจะออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโต และการแพร่ขยายของเชื้อแบคทีเรียทันที

คลอโรฟิลล์ (ที่ได้จากต้นข้าวสาลี) จะก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย มากกว่าที่จะออกฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียโดยตรง น้ำคั้นคลอโรฟิลล์ ได้มาจากพืชหลายชนิดด้วยกัน แต่น้ำที่คั้นจากวีทกลาสได้รับความนิยมมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ เพราะว่าให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า

คลอโรฟิลล์ รักษาอาการป่วยเรื้อรังต่างๆ อย่างได้ผล  คลอโรฟิลล์ ถูกดูดซึมเข้าไปในเซลล์เม็ดเลือดได้ทันที น้ำคั้นคลอโรฟิลล์จะซึมผ่านเข้าไปในเนื้อเยื่อช่วยฟอกเลือดให้บริสุทธิ์และช่วยฟื้นฟูเซลล์ให้กลับสู่สภาพปกติสมบูรณ์ได้อย่างรวดเร็ว น้ำคั้นคลอโรฟิลล์ จะช่วยชำระล้างสารของยาที่ตกค้างอยู่ในร่างกาย คลอโรฟิลล์ ช่วยต้านฤทธิ์สารพิษที่รับประทานเข้าไปในร่างกาย  คลอโรฟิล ช่วยชำระล้างตับให้ปราศจากพิษ และทำให้ตับทำงานได้อย่างแข็งขันตามปกติ  คลอโรฟิลล์ ช่วยรักษาแผลให้หายเร็วขึ้น 

ดร.ซิว นันไล แห่งศูนย์ระบบมะเร็งในมหาวิทยาลัยเท็กซัสได้ทดลองพบว่า คลอโรฟิลซึ่งเป็นสารสำคัญในน้ำคลอโรฟิลคั้นจาก ต้นข้าวสาลีอ่อนจะช่วยต้านฤทธิ์ของสารก่อมะเร็งในปี ค.ศ. 1940 น.พ.เบนจามิน กรัสคิม ได้เขียนยกย่องสรรพคุณของวีทกลาสไว้ในวารสารศัลกรรมศาสตร์ของอเมริกันว่ามีคุณสมบัติทางฆ่าเชื้อโรคและมีคุณประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายในการรักษาอาการต่างๆ เช่น ระงับกลิ่นตัว ต่อต้านอาการติดเชื้อต่างๆ ที่เกิดจากเชื้อสเตรปโตคอคคัส รักษาแผลรวมทั้งไปสมานแผลให้หาย เป็นปกติเร็วขึ้น

คลอโรฟิลล์ใช้รักษาอาการโพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง และรักษามะเร็งส่วนขา ลดอาการโป่งพองของเส้นเลือดดำ รักษาอาการอักเสบเรื้อรังและอาการติดเชื้อในช่องหูส่วนใน ใช้ในการรักษาแผลพุพองและตุ่มต่างๆ บริเวณทวารหนักอาการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด ลดอาการของไข้ไทฟอยด์ และรักษาโรคเหงือกอักเสบในระยะลุกลามโภชนากรเบอร์นาร์ด แจนเซ่น ได้ยกย่องสรรพคุณของคลอโรฟิลล์ว่าสารช่วยย่อยในคลอโรฟิลล์เป็นตัวนำแม่เหล็กและประจุไฟฟ้า ทำให้ดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้รวดเร็ว และร่างกายแทบจะไม่ต้องสูญเสียพลังงานใด ๆ ในการนี้เลย ขณะที่ตามปกติร่างกายจะต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง ๆ ในการย่อยอาหารแข็งซึ่งใช้พลังงานไปใม่ใช่น้อยทีเดียว 

 
บทความ อื่นๆ ...